วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

กายพร้อม ใจพร้อมเราทำได้

หลังจากผ่านการลดน้ำหนักระยะที่ 2 ไปได้ก็พักค่ะ

      พักในที่นี้หมายถึง เราไม่ได้จำกัดการทานของเรามากเหมือนที่ผ่านมา ไม่ได้ฟิคว่าอันนั้นไม่ได้ อันนี้ไม่ได้เลย อยากทานอะไรก็ให้รางวัลกับตัวเองค่ะ แต่!!! พึงระลึกเสมอนะคะ ว่ากว่าเราจะทำได้ขนาดนี้ เราผ่านอะไรมามากแค่ไหน เหนื่อยแค่ไหน แล้วเราจะตามใจปากตามใจตัวเองเพื่อกลับไปเป็นแบบนั้นอีกเหรอ?

       ผู้เขียนพักจากการลดจริงจังไปประมาณ 3-4 เดือน น้ำหนักก็ยังคงตัวอยู่ที่ 78 กิโลกรัมเท่าเดิมนะคะ อาจจะบวกลบไม่เกิน 80 กก. ถามว่าทำไมหยุดนานจัง ตอนนั้นเปิดเทอมค่ะ ช่วงเปิดเทอมผู้เขียนไม่กล้าหักโหมมาก เนื่องจากเราต้องใช้พลังงงาน ต้องใช้สมองเรียนหนังสือ ต้องเล่นกีฬา ทำอะไรหลายอย่าง ถ้าเรากินน้อยเหมือนที่ผ่านมา อาจจะวูบได้ อันตรายค่ะ ไม่คุ้มกับการเสี่ยง รอปิดเทอมดีกว่า แต่การพักนานๆ ใจสำคัญมากนะคะ ผู้เขียนรู้สึกโหยหาการนับแคลลอรี่กับการออกกำลังกายมากค่ะ อยากปิดเทอมไวๆ แต่เราก็ยังควบคุมการทานนะคะ ไม่ปล่อยนะ
        ปิดเทอมเล็กผ่านไป ก็ลดค่ะวิธีเดิมทุกอย่าง + ช่วงม.6 ค่ะ เครียดสิคะ สอบเยอะ อ่านหนังสือ การบ้าน งานกลุ่ม ทุกอย่างรุมเร้าชีวิต เป็นมรสุมของชีวิตช่วงหนึ่งที่บอกเลยว่า เด็กม.6 น่าสงสารมากนะคะ ก็ค่อยเป็นค่อยไปค่ะน้ำหนักตัวก็ลดลงเรื่อยๆ จนเหลือ 74 กิโลกรัม


หลังจากปิดเทอมยาวๆเกือบจะครึ่งปี รอแอดมิดชั่น ก็ไปทำงานพิเศษค่ะ ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้เท่าไหร่ ผสมกับความขี้เกียจนั่นแหละค่ะ มาสำนึกได้ตอนจะเปิดเทอมไม่กี่เดือนว่าทำไมไม่ลดน้ำหนักอีก นี่เรากำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยนะเฟ่ยยย

ผลแอดประกาศออกมาแล้ว...มีที่เรียนแล้ว
ลดน้ำหนักก่อนเปิดเทอมค่ะ ประมาณ 1 เดือน ลงไป 3 กก. เหลือ 71 กก.


92 ---> 71  21 กก.ที่หายไป

   หลังเปิดเทอม...จุดนี้พีคอีกเช่นเคย กับกิจกรรมสารพัด ปรับตัวกับการใช้ชีวิตเฟรชชี่ในมหาวิทยาลัยค่ะ ผู้เขียนต้องไปอยู่หอพักใกล้มหาวิทยาลัย นี่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอีกช่วงหนึ่งค่ะ เหมือนชีวิตโตไปก้าว ได้ออกไปเผชิญโลกกว้างใบใหม่ ได้ทำอะไรที่แอดเวนเจอร์มากขึ้น ที่สำคัญการอยู่ในที่ๆไม่มีคนคอยเอาใจ คอยหาให้ทาน มันก็ไม่ค่อยอยากทานอะไรค่ะ ตรอมใจ 555


ปั่นจักรยานรอบมอ


ที่ออกกำลังกายในพระราชวังสนามจันทร์ 

          สนุกสนานมากค่ะกับชีวิตช่วงแรกในมหาวิทยาลัย ยิ่งพอเข้ากิจกรรมเชียร์ กิจกรรมรับน้องใหม่ โอ้โห...สนุกจนเหงื่อไหล ในส่วนนี้เราจะไม่พูดถึงรายละเอียดนะคะ เอาเป็นว่าได้ออกกำลังกายแน่ๆทุกเย็น ตลอดระยะเวลาช่วงหนึ่งที่มีกิจกรรม เป็นข้อดีสำหรับผู้เขียนค่ะ ได้ลดน้ำหนัก ได้รู้จักเพื่อน ได้รู้จักพี่ๆสายรหัส พอกิจกรรมนี้ผ่านไป...น้ำหนักก็หายไป 3 กิโลกรัมค่ะ เหลือ 68 กก.


      เวลาผ่านไป หมดฤดูกาลรับน้อง ก็เป็นช่วง เรียนหนัก รักพัง ตังค์ไม่มีค่ะ 555 ผู้เขียนก็พยายามลดอยู่อย่างต่อเนื่อง เรื่อยๆค่ะ ไม่รีบร้อนอะไร (เหรอ) เราก็ค่อยๆตั้งเป้าหมายไปค่ะ ทีละน้อย เวลาท้อก็นึกถึงวันเก่าๆ ดูรูปเก่าๆ หาแรงบันดาลใจอยู่เสมอ อดีตที่ผ่านมามันสอนอะไรหลายอย่าง และจริงๆแล้ว การลดน้ำหนักมันใช้หัวใจ กับความพยายามมากจริงๆ       

ปัจจุบัน...66 กก.





ไม่มีใครจะรักเรา...ได้ดีเท่ากับเรารักตัวเองค่ะ
และผู้เขียนก็เชื่อว่า ถ้าเราตั้งใจจริงๆกับการทำอะไรสักอย่าง ไม่มีคำว่าทำไม่ได้หรอกค่ะ ทุกอย่างอยู่ที่ใจ...


สู้ๆกันต่อไปนะคะ

หวังว่า blog นี้จะเป็นประโยชน์ให้ผู้ที่อยากลดน้ำหนักนะคะ
ใครเขาจะล้อว่าเราอ้วนยังไง ก็ช่างเขาค่ะ เสียงนกเสียงกา เขาไม่รู้ว่าเราผ่านอะไรมาบ้าง แต่เรารู้ ให้กำลังใจตัวเองเยอะๆค่ะ ฟังเสียงหัวใจตัวเองก็พอ แล้วเก็บไอ้คำว่า คำล้อเลียนเหล่านั้นมาเป็นพลัง ว่าวันหนึ่ง เราจะเอาสุขภาพดีๆ ชีวิตดีๆ ...
ไปตบหน้ามัน!!!

    ผู้เขียนขอเป็นกำลังใจให้ผู้ที่ลดน้ำหนักทุกท่าน เปลี่ยนเถอะค่ะ ชีวิตดีๆรอคุณอยู่ หากผู้อ่านอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมตรงไหน หรือมีอะไรอยากสอบถามอะไรก็คอมเม้นท์ไว้ได้เลยค่ะ

      
คนเคยอ้วนจะไม่ดูถูกคนอ้วน...ประโยคนี้ยังใช้ได้ดีเสมอ
ไว้เจอกันใหม่เมื่อมีโอกาสค่ะ สวัสดีค่ะ :)


ลดน้ำหนักเปลี่ยนเรา หรือเราเปลี่ยนตัวเอง

    
วิธีการแบ่งมื้ออาหารของผู้เขียน


           มื้อเช้า  จะเริ่มประมาณ 9 โมงค่ะ ก่อนหน้านั้นตื่นมาจะดื้มน้ำเปล่า 2 แก้ว หรือ บางวันถ้าขยันจะทำน้ำมะนาวผสมน้ำผึ้งชงน้ำอุ่นดื่มค่ะ แล้วไปเข้าห้องน้ำ ทำกิจวัตรส่วนตัวให้เรียบร้อย ก่อนจะชั่งน้ำหนัก!
มื้อเช้าก็ทั่วไปค่ะ เลือกทาน ทานข้าวได้ แต่พอดีๆ แต่ช่วงนี้ทานของทอดของมันให้น้อยที่สุดค่ะ

            ระหว่างวัน  ทานผลไม้ค่ะ แอปเปิ้ลเขียว กล้วย ฝรั่ง โยเกิร์ต

         มื้อกลางวัน+มื้อเย็น  ผู้เขียนทานรวมกัน ตอนเวลาประมาณบ่าย 3 ค่ะ มื้อเย็นก็พวกแกงจืด ยำ ส้มตำ สุกี้น้ำ สลัด

พอเวลาประมาณ 4 โมงเย็นก็จะออกกำลังกายค่ะ ผู้เขียนทำแบบนี้อย่างจริงจัง 

สิ่งที่ไม่ทานเลยก็คือ

  • น้ำอัดลม  เลิกอันนี้ได้ชีวิตดีค่ะพูดเลย รวมถึงน้ำหวาน ชาหวานๆ เอาเป็นว่า น้ำเปล่าล้วนๆค่ะ
  • ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ ฝังใจกับข้าวมันไก่มาก เพราะตอนเด็กๆชอบทานมาก ทานทุกวัน สะสมทุกวันโดยไม่รู้เลยว่า kcal มันเยอะแค่ไหน ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมน้ำหนักตัวไปไกล จนถึงทุกวันนี้ก็ไม่ทานค่ะ มันรู้สึกผิดกับตัวเอง 555
  • ฟาสฟู้ด  เลิกค่ะ พิซซ่า เคเอฟซี แมคดอนัล ไม่ไปเหยียบพักใหญ่ๆเลยค่ะ
  • ขนมหวาน  ปกติเป็นคนชอบทานขนมมาก ยิ่งขนมไทยนะคะของโปรดเลย แต่เรื่องน้ำตาลก็นั่นแหละค่ะ จะลดก็ต้องทำใจให้ได้ ผอมแล้วค่อยกิน อ้อ รวมถึงพวกขนมกรุบกรอบ ลูกอมด้วยนะคะ
  • หมูกระทะ  มันมักมาทุกเทศกาลงานฉลอง งดค่ะ ใครชวนไปบุฟเฟ่ต์หมูกระทะ ไปต่อรองเลยค่ะ เปลี่ยนเป็นพวกสุกี้ ชาบูแทนได้ไหมแก



    ใครจะรู้คะว่าการลดน้ำหนักจะเปลี่ยนนิสัยเราได้ขนาดนี้ ผู้เขียนนอกจากควบคุมการทานอาหารแล้ว ยังหันมาเข้าครัวทำอาหารเองด้วยนะคะ ธรรมดาที่ไหน 5555 เพราะการทำอาหารทานเอง เราควบคุมได้ว่าจะใส่อะไรบ้าง อ้วนไม่อ้วน ถ้าไปซื้อเขาเราก็ไม่มีสิทธิ์ไปจุกจิกเรื่องมาก และไม่รู้ด้วยว่าเขาใส่อะไรบ้างถูกไหมคะ เพราะฉะนั้น ทำอาหารเองค่ะดีมาก ฝึกความเป็นแม่ศรีเรือนไปในตัว ฮ่าๆ



ชามนี้ก็ไม่เบานะ 555



นี่เป็นเมนูพื้นฐานของชีวิตช่วงนั้น



อันนี้ร้อนแรงหน่อย



สุกี้ที่รัก เป็นไปได้ก็เน้นผักเยอะๆนะคะ



สลัดผลไม้



สลัดผัก ที่ใครๆบอกว่าน้ำสลัดครีมแบบนี้ไม่เวิร์ค ส่วนตัวผู้เขียนว่าก็ไม่ขนาดนั้นนะคะ 
กินน้ำสลัดครีมแบบนี้ได้ แต่ว่าใส่น้อยๆ ใส่แค่ให้เราพอที่จะเอาผักเข้าปากได้แบบพอมีรสชาติอ่ะค่ะ 
แต่ถ้าใครกินผักสดได้เลยยิ่งดี แต่ตามร้านสลัดทั่วไป แบบบ้านๆก็คงหาสลัดน้ำใสยากอยู่นะคะ






ฮั่นแน่!!! อยากรู้ล่ะสิว่าทำไปขนาดนี้ผลเป็นอย่างไร ?
ระยะเวลา 1 เดือนครึ่ง ผู้เขียนจริงจังกับการลดครั้งนี้มากนะคะ ไม่ออกนอกลู่นอกทางเลย
 ผลก็คือ...


จาก 86 กก. ---> 78 กก. (หายไป 8 กก.)




          รูปบางส่วนจากงานนะคะ เอามาให้ดู อาจจะไม่ชัดเจนมากว่าลดลงไป แต่เจ้าตัวเองรู้สึกเลยค่ะว่ามันเบาขึ้น คล่องแคล่วว่องไวมากขึ้น

       จะว่าไปนึกย้อนดูแล้วเสียดาย ที่ตอนนั้นลดได้แค่นี้ แต่ 8 กก.ใน 45 วัน ก็ถือว่ามันเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่มีต่อการลดน้ำหนักของผู้เขียนได้ดีมากๆ พอเรารู้หลัก รู้จักเทคนิคที่ช่วยเราในการลดน้ำหนักได้ มันก็เริ่มสนุกค่ะ 

เทคนิคที่ผู้เขียนใช้ควบคู่กับการนับแคลลอรี่และออกกำลังกาย

  • ดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ค่ะ แนะนำให้เป็นน้ำเย็นด้วย จะช่วยให้เราสดชื่น เวลาหิวๆ ท้องว่าง อัดน้ำเปล่าไปเยอะๆค่ะ จิบทั้งวัน มันจะช่วยให้เราหิวน้อยลง เพราะไปกินพื้นที่ในกระเพาะอาหาร
  • ทานกล้วยค่ะ กล้วยหอม กล้วยไข่ ทานก่อนมื้ออาหารสักลูกสองลูก ช่วยให้เราอิ่มนานขึ้น และทานอาหารได้น้อยลง
  • พยายามขยับตัวบ่อยๆ ตามสโลแกน "แค่ขยับเท่ากับออกกำลังกาย" 555 เปลี่ยนการนอนว่างๆเป็นยกขามาปั่นจักยานอากาศ ซิทอัพ ใครใช้ให้เดินไปไหนอาสาค่ะ หนูทำเอง ไปไหนที่มีบันไดถ้าไม่สูงมากก็เดินค่ะ ไม่ขึ้นลิฟต์ 
  • นอนหนีหิว นี่เป็นวิธีที่เวิร์คสุดๆค่ะ ก็แน่ล่ะว่า เราทานมื้อเย็นตั้งแต่บ่าย 3 ไปออกกำลังกายมาอีก หิวเร็วแน่ๆค่ะ สัก 2 ทุ่มเริ่มท้องร้องแน่ ตัดใจค่ะ หนีขึ้นห้อง กินน้ำเปล่าเยอะๆ หาอะไรทำอย่าให้ตัวเองว่าง เดี๋ยวฟุ้งซ่าน แล้วจะตบะแตกลงมารื้อครัว ไม่ได้นะคะ!!! เอาชนะใจตัวเองให้ได้นะ ทางที่ดี นอนเลยค่ะ หลับซะเถอะจะได้ไม่เป็นภาระของกระเพาะอาหาร แถมการนอนเร็วมีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักได้ หน้าตาก็สดชื่น ผิวพรรณดีอีกด้วยน้าาา



ออกกำลังกายเบาๆเขย่าแคลลอรี่

ควบคุมอาหาร+การออกกำลังกาย = เป็นกฎการลดน้ำหนักที่...ดีที่สุด

เมื่อควบคุมการทานอาหารได้เเล้ว เรามาเพิ่มความสตรองด้วยการออกกำลังกายกันดีกว่าค่ะ

          ในส่วนการออกกำลังกายนี้ผู้เขียนไม่ได้หักโหม เอาเป็นเอาตายนะคะ เป็นการออกกำลังกายในที่แคบบนบ้าน ไม่ได้เสียเงินให้ฟิตเนสอย่างใด ก็แหม ธรรมดาค่ะหุ่นแบบนี้จะกล้าไปออกกำลังกายที่ที่มีคนเยอะๆ หุ่นดีๆได้ยังไง อายค่ะ อีกอย่างเราเป็นการลดน้ำหนักแบบฮาร์ดๆ บ้านๆค่ะ เพียงแค่มีอุปกรณ์ที่ลงทุนนิดหน่อย ตามนี้เลยค่ะ


  • ฮูลาฮูป ตอนแรกผู้เขียนเล่นไม่เป็นค่ะ เริ่มหัดเล่นใหม่ทั้งหมด ใช้เวลาอยู่กับเจ้านี่ประมาณ 3 วันค่ะ ซี้ปึ้กเลย วิธีเล่น ก็วันละ 30 นาที+ ค่ะ ที่เลือกฮูล่าฮูป เพราะ มันใช้พื้นที่น้อย ราคาไม่สูงมาก และสนุกดีค่ะ ผู้เขียนมีแรงบันดาลใจจากคลิปนี้ค่ะ




////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////


  • ดัมเบล อันนี้ตั้งใจซื้อมาเพื่อกระชับแขนเลยค่ะ แขนใหญ่ พอน้ำหนักเริ่มลงก็ย้วยอีก เอาเข้าไป เล่นเป็นเพราะอาจารย์พละที่โรงเรียนสอนค่ะ ติดใจเลยลองดู ยกเป็นเซตค่ะ ตามคลิปนี้เลยค่ะ

//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////




  • คาร์ดิโอ อันนี้เจ๋งสุดค่ะ สตรองสุดๆ เสียเหงื่อจริงๆ แต่ด้วยพื้นที่จำกัดค่ะ หมกตัวออกกำลังกายอยู่ชั้น 2 ของบ้าน ก็เกรงใจผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้าน ในส่วนที่ต้องกระโดดโลดเต้นก็ได้ไม่เต็มที่เท่าไหร่ ผู้เขียนชอบทำตามคลิปเหล่านี้ค่ะ


อันนี้เวิร์คค่ะ ของจริง 555




เกาหลีก็มา 


สตรอง

      ต้องบอกก่อนเลยว่า ผู้เขียนเป็นคนอ้วนที่ชอบเล่นกีฬาค่ะ ไม่ได้มีปัญหากับการออกกำลังกาย แล้วเราต้องทำทุกวันนะคะ ทำให้มันกลายเป็นนิสัย เป็นกิจวัตรประจำวันที่ขาดไม่ได้ แต่ก็ไม่ใช่ทำทุกอย่างจนเหนื่อยเป็นลมไปเลย เอาที่เราสนุก เหมาะกับสรีระตัวเอง วันนี้เต้น พรุ่งนี้อาจจะไปวิ่ง วันต่อไปตีแบด อะไรอย่างนี้ก็ได้ค่ะ ค่อยๆทำไป เราจะรักมันเอง เหนื่อยในวันนี้เพื่อชีวิตดีๆวันข้างหน้า!

อ้อ...ช่วงที่ลดน้ำหนัก แนะนำให้ช่างน้ำหนักทุกเช้านะคะ การช่างน้ำหนักจะทำให้เรารู้ว่าเมื่อวานเรากินอะไรไป มีผลไหม ออกกำลังไป เป็นผลไหม จะได้มาปรับกับตัวเองค่ะ แต่ถ้าทำทุกวันแล้วมันยังไม่ลงก็อย่าเพิ่งเฟลนะคะ ทุกอย่างต้องใช้เวลา ต้องค่อยเป็นค่อยไปค่ะ

    
เดี๋ยวมาดูผลกันน้าาา

<<<ติดตามตอนต่อไป>>>

วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

แรงฮึดระยะที่ 2 นับแคลกันเถอะ



     ...หลังจากผ่านพ้นช่วงทดลองงาน เอ้ย! ช่วงระยะเริ่มต้นมาได้ ก็มีกำลังใจมหาศาลค่ะ แน่นอนว่า พอใจมันมาก็มีแรงฮึดอีก แต่คราวนี้มันเด็ดดวงค่ะ!!! 


    เนื่องจากผู้เขียนได้รับข่าวดีจากนักแสดงในดวงใจ (อักษรย่อ บ.นางเอกผิวเข้มวิกพระรามสี่ 555) ผู้เขียนเป็นแฟนคลับค่ะแล้วได้รับการ์ดเชิญไปร่วมงานฉลองมงคลสมรสของนักแสดงท่านนี้ ตอนนั้นคิดเลยว่า เหยแก งานนี้ต้องปังนะ แบบ นี่ไม่ใช่งานธรรมดานะเหวย เรื่องของเรื่องคือ ไปหาชุดใส่ไม่ได้ค่ะ คือหายากมากจริงๆ ชุดสวยๆไซส์ใหญ่ๆ การไปเดินหาทำให้เฟลหลายรอบมากกก จนรู้สึกว่า อยากผอมว่ะ ทั้งที่รู้ดีว่า "ไม่ทัน" มันเด็ดตรงที่เหลือเวลาเตรียมตัวก่อนไปงานแค่ 1 เดือน ครึ่ง!
งานเข้า...ต่เพื่อวันสำคัญ ของคนสำคัญ ไม่ยอมแพ้ค่ะ ตั้งใจทำเพื่อพี่เขาจริงๆ (เพื่อตัวเองด้วย)

หาข้อมูล

     เสิร์ชค่ะ วิธีไหนเด็ดๆ จดค่ะ แต่ต้องบอกก่อนนะคะ ว่าการใช้ยาลดน้ำหนักไม่เคยอยู่ในหัวผู้เขียนค่ะ เพราะ ไม่มีตังค์ 555 ไม่ใช่!! เคยเห็นมาเยอะค่ะ โยโย่ทีไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่เสียค่ะ เราลดด้วยตัวเองเนี่ยแหละภูมิใจสุดๆเเล้ว

ทำความเข้าใจ

       หาข้อมูลไปมาก็พบทางสว่างค่ะ 


kcal หรือ กิโลแคลลอรี่ คือ ค่าเฉลี่ยการเผาผลาญพลังงาน
     ปกติร่างกายของเราจะต้องใช้พลังงานในการดำรงชีวิตประจำวัน และเผาผลาญออกไปในทุกวัน
อาหารทุกชนิดมีค่าพลังงานอยู่ในตัวของมันเอง แต่จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับกรรมวิธีแปรรูปต่างๆ

1 กิโลกรัม = 7,000 kcal
    หมายความว่า ถ้าเราลดค่า kcal ได้ 7,000 kcal น้ำหนักตัวจะลดลง 1 กิโลกรัม!!!
  • ชาย   ต้องการ 1800-2500 kcal/วัน
  • หญิง  ต้องการ  1500-2000 kcal/วัน


    **ค่าส่วนเกินที่เรากินเกินจากที่ร่างกายต้องการใช้ จะถูกสะสมเป็นไขมันส่วนเกินไปพอกสะสมไว้ตามส่วนต่างๆของร่างกาย (ทำให้ดูอ้วน ตัวใหญ่นั่นแหละ) ฉะนั้นหากเราจะลดน้ำหนัก เราก็ต้องกินให้น้อยกว่าที่ร่างกายต้องใช้ เพื่อให้ร่างกายได้ดึงเอาไอเจ้าแคลลอรี่ที่เราสะสมกันมานานแสนนานนั้นมาใช้แทน**

สรุปคือ  ผู้เขียนก็กำหนดว่าตัวเองจะต้องกินวันละไม่เกิน 700 kcal ค่ะ คือ ไปดูค่าพลังงานแคลลอรี่ในอาหารจากเว็บไซส์ต่างๆ อันไหนจำได้ก็จำ จำไม่ได้ก็จดค่ะ 

*การหักดิบกิน 700 kcal ควรกระทำตอนช่วงปิดเทอม หรือเวลาที่ไม่ได้ออกกำลังกายหักโหม ไม่ได้ออกไปไหน ไม่ได้ฝ่าฝูงชนเดินทางไปไหนทุกวัน เพราะมิเช่นนั้น คุณอาจเป็นลมหรือมีอาการหน้ามืด หงุดหงิดง่าย และอันตรายนะคะ ไม่แนะนำให้ทำตาม ผู้เขียนมันบ้า


ตัวอย่างเว็บไซต์ตาราง kcal ในอาหารนะคะ 



วิดีโอที่อธิบายเรื่องการลดน้ำหนักแบบนับแคลลอรี่ที่เข้าใจง่ายๆค่ะ



รายการนี้เลยค่ะ เข้าใจง่าย สนุก แถมพิธีกรหล่อ 555



การนับเเคลอรี่



        เมื่อเราเข้าใจเรื่องการนับแคลลอรี่แล้ว ก็เปลี่ยนนิสัยตัวเองค่ะ เวลาจะเลือกซื้อของอะไร ดูฉลากค่ะ ดูค่าพลังงานด้วย ดูน้ำตาลด้วยนะคะ ยิ่งน้อยยิ่งดีกับตัวเรา

        ช่วงแรกก็หงุดหงิดค่ะ หิวทั้งวัน แต่อดทนไว้ค่ะ ร่างกายกำลังปรับตัว ถ้าเราอดทนได้สัก 3-5 วัน มันจะดีขึ้นเอง เมื่อร่างกายชินมากขึ้น บอกเลยว่า... สบายๆ

     


ไม่ใช่แค่คุมเรื่องอาหารการกินอย่างเดียวนะคะ ไม่อย่างนั้นย้วยแน่ๆ การควบคุมอาหารก็ต้องคู่กับการออกกำลังกายใช่ไหมคะ


<<<ติดตามตอนต่อไป>>>

Start



เมื่อคุณคิดจะลดน้ำหนัก!

ทำได้จริงเหรอ? ทรมานใจรึเปล่า?




     สวัสดีค่ะ บล็อกนี้จะเป็นการรีวิวการลดน้ำหนัก 26 กิโลกรัม จากประสบการณ์ตรงของผู้เขียน ตั้งแต่การปรับทัศนคติที่มีต่อตนเอง แรงบันดาลใจในการลดน้ำหนัก และการเริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ อาหาร และการออกกำลังกาย ต้องบอกก่อนเลยว่าผู้เขียนมีแนวทางเฉพาะตัวในการลดน้ำหนัก ที่ ไม่ควรลอกเลียนแบบ! ในบางกรณี และการลดน้ำหนักของผู้เขียนนั้นทำเป็นขั้น มีช่วงหยุดพัก ไม่ได้ต่อเนื่องกันทีเดียว

      ตอนแรกที่เริ่มคิดจะลดน้ำหนัก คือ ได้รู้เรื่องมาว่าพลาดงานงานหนึ่งที่อยากทำไป เพราะ 
"ความอ้วน" ตอนนั้นเสียความรู้สึกค่ะ คิดน้อยใจไปพักหนึ่งว่า แค่อ้วนเนี่ย ผิดมากไหม 
ก็เลยมีความคิด 2 ขั้ว 
  1. ฉันจะลดน้ำหนัก
  2. ฉันจะเป็นคนอ้วนที่มีความสุขที่สุดในโลก


ฟังดูน่าตลกใช่ไหมคะ แต่ตอนนั้นคิดอย่างนั้นจริงๆ


ลดน้ำหนักครั้งที่ 1


           ตอนหลังน้ำท่วมตัวบวมยิ่งกว่าตุ่ม พอไปช่างน้ำหนักแทบช็อก! 92 กิโลกรัม !!!









มีภาพมาประกอบตามความจริงค่ะ ตอนนั้นไปไกลมาก นึกย้อนแล้วหดหู่ใจ :'(

     คุณพระ! แล้วจะลดยังไงล่ะ บอกเลยว่าตันค่ะ ตอนนั้นไม่มีความรู้ใดๆทั้งสิ้น แต่เป็นช่วงเปิดเทอมมาม.ปลาย ปรับตัวกับการเรียนภาษาที่ 3 เครียดค่ะ การบ้านเยอะ เลยไม่ค่อยมีเวลากับการกินเหมือนเดิม แต่แอบรีเควซคุณแม่ว่า มื้อเย็นต้องเบา ลดข้าว ลดแป้งค่ะ เปลี่ยนมาทานพวก ผักผลไม้ สลัด เมนูต้มๆ


ยำวุ้นเส้น


สุกี้น้ำ ย้ำ!!! น้ำนะคะ


ส้มตำ (ไม่หวาน)

แล้วก็เครื่องดื่มที่ไม่ทานเลย คือ น้ำอัดลมค่ะ ทานแต่น้ำเปล่า
ผลจากการเรียนหนัก รักพัง วังเวง 555 ทำอยู่ประมาณ 1 เทอม น้ำหนักก็ค่อยๆลดลง 
จาก 92 กิโลกรัม -->  86 กิโลกรัม





     ตอนนั้นพีคมากค่ะ เป็นคนที่ไม่กล้าช่างน้ำหนัก แต่พอรู้สึกกระโปรงหลวมๆเลยลองช่างดู เหยแกกก มันมาว่ะ ความรู้สึกตอนนั้นมันฮึกเหิมอย่างบอกไม่ถูก ความคิดที่อยู่ในใจคือ เราก็ทำได้นี่หว่า...

แล้วน้ำหนักก็คงที่อยู่อย่างนั้น จนกระทั่ง...



<<<ติดตามตอนต่อไปนะจ๊ะ>>>